เรื่องกินสายกลาง
Image
 สมัยเด็กๆ เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นช่วงปลายสงครามโลก ครั้งที่2 อาคารเรียนทั้งตึกเยาวมาลย์ และตึกแม้นนรมิตร ถูกลูกระเบิดทั้งหมด นักเรียนต้องออกไปเรียนที่ศาลาสวดศพปัจจุบัน พวกเรานักเรียนจึงรู้สึกใกล้ชิดกับพระมาก โดยเฉพาะสมัยนั้น มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และเจ้าคุณนรรัตน์ ทุกวันเสาร์พวกเราถูกต้อนเข้าโบสถ์ ฟังพระเทศน์ ฟังธรรม ปัญหาที่คาใจตั้งแต่สมัยนั้ย คือสายกลางซึ่งเป็นแกนหลักของพระพุทธศาสนา นำมาใช้กับทุกสิ่งทุกอย่างได้ ถ้าจะถามว่ากินสายกลางนั้นกินอย่างไร คำตอบมากหลากหลาย เช่น กินพอประมาณเกือบอิ่ม กินจนถึงเกือบ 1 คำอิ่ม ฯลฯ เป็นต้น แต่ยังไม่สามารถนำมายึดเป็นแนวทางปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง คำตอบการกินสายกลางคือกินวันละ 2 มื้อ แต่ทำไมพระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้พระฉัน 2 มื้อ เช้า กับ เพล ตามหลักวิทยาศาสตร์น่าจะเป็นเช้า กับ เย็น จะได้ห่างกันช่วงละ 12 ชั่วโมง คำตอบที่ได้คือเพื่อลดกิเลส ตอนนั้นเป็นเด็กจึงคิดว่า กิเลสคือ ตะกละกิน ไม่ได้นึกให้ลึกซึ้งกว่านั้น

จนมาเรียนแพทย์และเริ่มทำงานวิจัยเรื่องลดความอ้วน จึงนำปัญหาคาใจเรื่องนี้มา ปุจฉา วิสัชนา ดู จึงทราบว่า พระพุทธองค์ตรัสรู้วิชาแพทย์แผนปัจจุบันอย่างแท้จริง อธิบายได้ เข้าใจได้ ปฏิบัติได้จริง

เรื่องกิเลสก่อน ความหมายของพระองค์ท่านคือ กิเลสที่หมายถึงตัณหาราคะนั่นเอง ทางแพทย์ทราบว่าเวลานอนกลางคืน ผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศชายหลั่งออกมา จนใกล้รุ่งฮอร์โมนเพศชายจะมีระดับสูงสุด ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดตัณหาราคะ การกินมื้อเย็นเป็นการเร่าให้ปริมาณฮอร์โมนเพศชายสูงยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเท่ากับเป็นการเร่งให้เกิดตัณหาราคะ การไม่กินมื้อเย็นจึงได้ผลตรงกันข้าม คือลดกิเลสตัณหาราคะนั่นเอง

เรื่องจะกินสายกลางอย่างไร ก็สามารถปุจฉา วิสัชนาได้ เช่นกัน ถ้าเปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช่ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินเมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมด พิสูจน์ได้ดังนี้ สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีแต่คลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอลี่ ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอลี่ ซึ่งเป็นตัวตั้ง จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก. ความเร็วที่ถีบบันไดจักรยาน 60 รอบต่อ 1 นาที ขี่อยู่นาน 60 นาที ขณะขี่รู้สึกเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว เมื่อวัดว่าใช่พลังงานในการขี่จักรยาน 1 ชั่วโมง ไปเท่าไหร่ พบว่าใช้ไปเพียง 300 แคลอลี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง ถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมด โดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากขึ้นเท่าใด รูหลอดเลือดจะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น หรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการ อัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา ขาเน่าต้องตัดทิ้ง ใส่ขาเทียม ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร ฉะนั้นการกินมื้อเย็น จึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก หมดหนี้หมดกรรมเร็ว ตายเร็ว ถ้าไมเกินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน

อยากจะให้คติสอนใจไว้ว่า

จงกินเพื่อใช้

อย่ากินชดเชย

มื้อเย็นคือมื้อชดเชยเท่านั้น

ฉะนั้นการกินสายกลาง ตามแนวพุทธศาสนา ก็คือการละมื้อเย็นนั่นเอง

การไม่เกินอาหารเย็น เป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้ จะทั้งตัดกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง คือได้ประโยชน์ทั้งกายและจิตใจ

อ่านแล้วอย่าเพิ่งทำตามนะครับ ถ้าวันนี้ท่านกลับบ้านไปแล้ว ไม่กินอาหารเย็นรับรองได้ว่าท่านจะหิวจนปวดท้อง ปวดหัวได้ เพราะกระเพาะยังไม่ชินกับสภาพนี้ การไม่กินอาหารเย็นต้องฝึกหัดกระเพาะให้เกิดความเคยชิน ตกเย็นไม่มีน้ำย่อยออก

วิธีฝึกมี 4 วิธี คือ

1. ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารทีละน้อย

เช่น ลดกินข้าว จาก 2 จาน เหลือ 1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่า หลังอาหารเย็นแล้ว ห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้น ยกเว้นน้ำเปล่าอย่างเดียวเท่านั้น พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไป 1/2 จาน ไม่กินข้าวเลย กินแต่กับ สุดท้ายกินผักผลไม้ โดยประมาณ 2 ปี จะสามารถลดอาหารเย็นได้

2. ใช้ร่นเวลากินอาหารเย็น

เช่น ร่นจาก 2 ทุ่ม มากินอาหารเย็น 1 ทุ่ม เช่นกันห้ามกินอาหารอื่นนอกจากน้ำอย่างเดียว ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3 โมงเย็น แค่นี้ก็จะลดน้ำหนักลงได้ 4 - 5 ก.ก. ถ้าเลื่อนไปจนถึงเที่ยงก็จะเหมือนพระแล้ว

3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น

โดยต้องเตรียมเม็ดแมงลักเสียก่อนโดยฝัดเอาขี้ดินขี้ทรายออก แล้วนำมาเข้าเตาอบแบบเก่า ตั้งอุณหภูมิที่ 120 องศา นาน 20 นาที ทิ้งเม็ดแมงลักให้เย็น แล้วเก็บไว้ในขวดโหล เมื่อถึงเวลากินอาหารเย็น ให้รินน้ำแกงวันนั้น โดยไม่คำนึงถึงว่าเป็นแกงกะทิ แกงจืด ฯลฯ ถ้าไม่มีใช้น้ำหวานหรือนมสดก็ได้ 2/3 ถ้วยแก้ว ตักเม็ดแมงลักที่เตรียมไว้ 2 ช้อนโต๊ะ หรือ 8 ช้อนชา ใส่ไปในถ้วยน้ำแกง กวนให้เข้ากันแล้วรีบดื่มทันที จากนั้นดื่มน้ำในแก้วเดิมอีก 4-5 ถ้วย ดื่มตามลงไปช่วงเวลาสั้นๆ เม็ดแมงลักจะพองเต็มกระเพาะ น้ำแกง นม หรือ น้ำหวาน ที่ใส่ไปกับเม็ดแมงลัก ร่างกายจะไม่ได้รับเลย เพราะเม็ดแมงลักจะดูดเข้าไปเก็บในตัวมันหมด และกระเพาะคนไม่สามารถย่อยเม็ดแมงลักได้ เราจึงไม่ได้สารอาหารเหล่านั้น รุ่งเช้าเม็ดแมงลักเป็นยาระบาย จึงถ่ายออกนอกร่างกายหมด

4. กินมังสะวิรัตแทนอาหารเย็น

ได้อ่านเรื่องมังสะวิรัต จากหนังสือ 84 ชันษาของสมเด็จพระญาณสังวร จึงได้ทราบว่า ต้นตอเรื่องนี้มาจาก เถรเทวทัต ผู้ที่พยายามใส่ร้ายพระพุทธเจ้ามาตลอด กล่าวว่าตัวเขานั้นเหนือกว่าพระพุทธองค์ เขาไม่ฆ่าสัตว์และไม่กินเนื้อสัตว์ พระพุทธองค์ไม่ฆ่าสัตว์ แต่เสวยเนื้อสัตว์ โดยหารู้ไมาว่าพระพุทธองค์ตรัสรู้ วิชาแพทย์แผนปัจจุบัน กล่าวคือถ้าเสวยแต่ผักผลไม้ จะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งจะทำให้เกิดโรตโลหิตจาง ซึ่งจะมีผลตามมา ด้วยอวัยวะต่างๆเสื่อมเร็ว แก่เร็วเพราะขาดเลือดมาเลี้ยง นอกจากนี้ยังทำให้โลหิตต่ำด้วยขาดธาตุแคลเซี่ยม ทั้งๆที่ผักมีแคลเซี่ยมสูง แต่เนื่องจากร่างกายมนุษย์ย่อยผักไม่ได้ และผักเองมีออกซาเลตและไฟเตทอยู่ในเนื้อผัก สานทั้งสองตัวนี้ชอบแคลเซี่ยมมาด จึงไม่คายออกมาให้เรา แถมถ้าเรากินอาหารแคลเซี่ยมอื่นพร้อมกันกับผัก ผักจะดูดแคลเซี่ยมเข้าไปไวในตัวมันก่อนที่ร่างกายมนุษย์จะดูดเข้าในร่างกาย ได้ นอกจากนี้ยังมีกรดแอมมิโน จากโปรตีนอีก 6 - 8 ตัว ที่ไม่มีในผักผลไม้แต่มีในเนื้อสัตว์ ถ้าขากแต่ละตัวก็จะทำให้เกิดโรคได้อีกหลายโรค พนะพุทธองค์ทรงทราบว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินเนื้อ ทางแพทย์รู้ได้เพราะสายพันธ์มนุษย์หลายสายพันธ์ทีเดียวที่มาจากลิง แต่เฉพาะสายพันธ์ที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร คือโฮโมซาเปียน อีกหลายสายพันธ์กินแต่ผักผลไม้ เฉาะสายพันธ์มนุษย์ที่กินเนื้อเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่รอดได้ทุกวันนี้ นอกนั้นสูญพันธุ์ไปหมดแล้วหรือไม่สามารถพัฒนา ยังคงเป็นลิงอยู่ทุกวันนี้ การที่มนุษย์มีเขี้ยวอยู่ทุกวันนี้ก็แสดงว่า โดยธรรมชาติมนุษย์ก็สามารถกินเนื้อเพราะมนุษย์มีน้ำย่อยเนื้อ สัตว์ไหนไม่มีเขี้ยว จะกินผักกินหญ้า เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น พระพุทธองค์จึงทรงทราบว่ามนุษย์ยังต้องการกินเนื้อสัตว์

การกินผักผลไม้ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ถ้ากินติดต่อกันสัก 10 - 15 วัน ดังเช่นเทศกาลกิน " เจ " ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์ พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูก ตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ หมดฤดูกินเจ ร่างกายก็จะบริสุทธิ์ ฉะนั้นถ้าเรากินมังสะวิรัตแทนอาหารเย็นธรรมดา ก็จะเป็นการลดพิษจากอาหารได้ 1 มื้อ ร่างกายมีเวลากำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้าเมอื้เที่ยงได้ทันทีดีกว่าพวกกิน อาหารธรรมดามื้อเย็น แต่ยังสู้ไม่กินเลยไม่ได้

ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลา ( 18 ชั่วโมง ) ที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน แต่ร่างกายก็จะไม่ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายโดย ได้รับจากมื้อเช้าและมื้อเที่ยง

สรุป

การกินสายกลางคือ ไม่กินมื้อเย็น นั่นเอง