รูปแบบกระบวนการ SHG (Self Health Group)
Image
นายแพทย์อดุลย์ บัณฑุกุล

มีชื่อเรียกต่างๆกันได้แก่ Support group, Mutual support group, Social work group, Peer self help กลุ่มช่วยเหลือตนเอง กลุ่มช่วยเหลือกันเอง กลุ่มกำลังใจ กลุ่มสนับสนุนกันเอง กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หรือตั้งชื่อเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มยูโร กลุ่มติสต์

Self help group เป็น กลุ่มที่เกิดจากการรวมตัว ของบุคคลที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน มารวมกันด้วยความสมัครใจ และใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาชวยกันแก้ปัญหาซึ่งกันและกัน กลุ่มเป็นของสมาชิก กิจกรรมต่างๆ ดำเนินโดยสมาชิก เพื่อสมาชิก

แนวคิดพื้นฐานของ self help group คือ เชื่อว่า บุคคลจะได้รับความช่วยเหลืออย่างดี จากบุคคลที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน สมาชิกจะร่วมกันอภิปรายถึงความรู้สึก ให้ข้อมูล ข่าวสาร ทั้งจากประสบการณ์ตรง และที่ได้แสวงหา นำมาช่วยเหลือสมาชิกในการปรับตัวต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ลักษณะของ self help group ได้แก่

1. สมาชิกกลุ่มมาจากบุคคลที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูล และให้กำลังใจ

2. มารวมกลุ่มโดยสมัครใจ

3. ไม่หวังผลกำไร ทำงานเพื่อช่วยเหลือสมาชิก

4. ทำงานแบบเผชิญหน้า

5. เน้นที่สมาชิกได้มีส่วนร่วมและดำเนินการโดยสมาชิก

6. ไม่แข่งขันแต่จะร่วมมือกัน

7. ผู้นำกลุ่มมาจากสมาชิก มีการเปลี่ยน

8. การให้บริการและกิจกรรมเป็นไปตามความต้องการของสมาชิก และมติกลุ่มสมาชิก

9. เกิดการเรียนรู้โดยการกระทำ เน้นที่การปฏิบัติจริง เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดี

10. ผลของการช่วยเหลือ ช่วยให้ปรับตัวได้เหมาะสม เกิดพลังอำนาจ “empowerment”

11. ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ทันที

12. กิจกรรมของกลุ่มอาจขยายออกไปมากกว่าการช่วยการแก้ปัญหาใกล้ตัว เช่น อาจเป็นกลุ่มจัดให้ความรู้ หรือ ชี้นำสังคมได้

กลุ่มจะเน้นที่ เป็นการให้สมาชิกมาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึก ความรู้ (insight) ในสิ่งที่เขามีปัญหาร่วมกัน/อย่างเดียวกัน

ชนิดของกลุ่มช่วยเหลือตนเองทางด้านสุขภาพ

1. กลุ่มที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

2. กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค

3. กลุ่มที่เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย

4. กลุ่มที่เน้นการฟื้นฟูสภาพ

กลไกการทำงานของกลุ่ม

1. สมาชิกมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน

2. สมาชิกที่ให้คำแนะนำคนอื่นจะมีความชำนาญเพิ่มขึ้น

3. สมาชิกยอมรับคำแนะนำเพราะเข้าใจกัน

4. คำแนะนำที่ได้นำไปปฏิบัติได้ง่าย

5. ยอมรับคำแนะนำเพราะเชื่อว่ารู้จริง

6. สมาชิกได้ระบายความทุกข์กับคนที่รู้ใจกัน

7. สมาชิกรู้สึกมีคุณค่าที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น

8. ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนคนอื่น

ขั้นตอนการตั้งกลุ่ม ได้แก่

— ขั้นเตรียมเลือกคนที่มีปัญหาใกล้เคียงกัน บอกวัตถุประสงค์ กำหนดวันประชุม

— ขั้นดำเนินการสาธิตการเป็นผู้นำกลุ่ม สมาชิกร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์ เลือกผู้นำ ตั้งชื่อกลุ่ม กำหนด ระเบียบกลุ่ม

— ขั้นประเมินและปรับปรุงประเมินโดยซักถาม/แบบสอบถาม ประเมินจากความร่วมมือ ปรับปรุง

ข้อเสนอแนะในการจัดกลุ่ม

1. นำเสนอแนวคิดให้ผู้มีส่วนร่วมทำโครงการเห็นประโยชน์

2. เลือกหาผู้ร่วมจัดกิจกรรมที่มีความตั้งใจ โดยให้ผู้บังคับบัญชาเป็นที่ปรึกษา

3. นำเสนอแนวคิด กิจกรรม และประโยชน์ของกลุ่มต่อแนวร่วม

4. ให้สมาชิกตัดสินใจ จัดหรือไม่จัด

5. กำหนดหน้าที่รับผิดชอบของกรรมการกลุ่ม

6. การจัดระยะแรกเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มกิจกรรม

ที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้กลุ่มเป็นของสมาชิก แต่ยังต้องการสนับสนุนจากองค์กร

ขั้นตอนการประชุม ได้แก่

Ø ขั้นเตรียมการ

Ø ขั้นนำอภิปราย

Ø ขั้นอภิปราย

Ø ขั้นสรุปการอภิปราย

Ø ขั้นประเมินผลและติดตาม

ตัวอย่าง

Self help group ของครู

เช่น กลุ่มช่วยเหลือโรคเรื้อรัง กลุ่มสุขภาพ กลุ่มรักษาเสียง กลุ่มรักษาสิ่งแวดล้อม กลุ่มอาชีวอนามัย และความปลอดภัย กลุ่มงดบุหรี่ กลุ่มปลดหนี้ ตัวอย่างสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด (Stressors) ได้แก่

ความต้องการเวลา ตารางการจัดงานและจังหวะงาน ความต้องการในงาน งานล่วงเวลา กะการทำงาน จังหวะของเครื่องจักร งานที่ทำนับเป็นชิ้น

โครงสร้างของงานทางจิตสังคม - ขาดการควบคุม ใช้ทักษะน้อยกว่าความสามารถ การเผชิญหน้าดันระหว่างคน กับเครื่องจักร เช่น

สภาพทางกายภาพ - ไม่รื่นรมย์ มีสิ่งคุกคามทางกายภาพ หรือทางเคมี หรือทางเออร์กอนอมิคส์

การจัดองค์กร - บทบาทไม่ชัดเจน มีความขัดแย้งในบทบาท มีการแข่งขัย และไม่เป็นมิตร

สภาพขององค์กร - ชุมชน งานไม่มั่นคง ไม่มีการพัฒนาในอาชีพ เศรษบกิจโลก

สภาพนอกงาน - ส่วนตัว ครอบครัว

ผลที่ตามมาของความเครียด ได้แก่

ทางกาย

ระยะสั้น - ความดันโลหิตเพิ่ม Catecholamines เพิ่ม คอร์ติซอลเพิ่ม

ระยะยาว - ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคแผลในกระเพาะอาหาร หอบหืด

ทางจิต

ระยะสั้น - ความวิตกกังวล ความไม่พึงพอใจ โรคอุปทาน (mass psychogenic illness)

ระยะยาว - ซึมเศร้า จิตสลาย (burnout) ความผิดปกติทางจิต

พฤติกรรม

ระยะสั้น - ขาดงาน ผลผลิตลด การร่วมงานลด - ลดการคบเพื่อนคบฝูง และการทำ

กิจกรรมต่างๆ

ติดบุหรี่ ติดเหล้า ติดยา ระยะยาว - ไม่พยายามช่วยตัวเอง

ส่วนตัว

- รูปแบบของพฤติกรรม และลักษณะส่วนตัว

การสนับสนุนทางสังคม

- ให้กำลังใจ ให้ข้อมูล ให้การยกย่องในคุณค่า หรือศักดิ์ศรี

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด ได้แก่ การเตรียมการเรียนการสอน การใช้เทคโนโลยี บุคลิกภาพ ความขัดแย้งระหว่างบุคคล การบริหารจัดการ การ ดูแลเด็ก การจัดการสอบ สภาพแวดล้อมการทำงาน ได้แก่ เครื่องมืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้งานได้ หรือมีเสียงดัง พื้นที่การทำงานคับแคบ มีอุบัติเหตุจาการทำงาน การขาดการตอบแทนรางวัล หรือสิ่งจูงใจให้กับผู้ปฏิบัติ ผู้ปกครอง

หลักการประเมินสุขภาพจิตในการทำงาน

มี องค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ ประเมินจากลักษณะทางจิตโดยทั่วๆ ไป เช่น ประสบการณ์ในการบำบัดรักษาทางจิตในอดีต การปรับตัวทางสังคม ตรวจอาการของโรคจิตต่างๆ ความรู้สึกส่วนตัวของบุคคล ความล้มเหลวในการปรับตัวทางสังคม การประเมินพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

— การประเมินความพึงพอใจในการทำงาน มี 2 องค์ประกอบ คือ ด้านสุขอนามัย และด้านแรงจูงใจ

— ประเมิน จากกำลังขวัญในการทำงาน

— ประเมินจากความเครียดในการทำงาน

— ประเมินจากความวิตกกังวลของบุคคล

— ประเมินจากความเครียดในชีวิต (Life Stress)

การตอบโต้ของร่างกาย ซึ่งมีผลมากจากจิต (Psychophyciological response)

1. อัตราเต้นของหัวใจ และระยะห่างระหว่างการเต้นแต่ละครั้ง บอกค่าความเครียดทางจิต และความหนักของงานที่ใช้สมอง วัดโดย Electro cardiogram (ECG)

2. ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง อันเกิดจากปัจจัยทางสังคม ใช้ได้เฉพาะกรณีเฉียบพลัน

3. ฮอร์โมนจาอต่อมแอดรีนัล เป็นการชี้วัดทางเคมี บอกถึงการเปลี่ยนแปลงในเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยใช้เครื่อง Spectrophotometer Fluorometer Chromatograph ตรวจค่าของสมองที่ถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนดังกล่าว

4. การตอบโต้ของผิวหนัง ต่อกระแสไฟฟ้ากระตุ้น (Galvanic skin response GSR) เป็นการวัดความเครียด เมื่อร่างกายได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น ความร้อน ความเย็น ความเจ็บ ในระยะสั้นๆ

5. การวัดคลื่นสมอง (Electroencephalography EEG) เป็นการวัดความเครียดจากการทำงาน โดยใช้สมอง

6. ความถี่ที่แสงกระพริบ เกิดการรวมตัวเป็นแสงเดียว (Critical Visual Flicker Frequency CFF)

7. การทำงานของกระเพาะอาหาร และลำไส้ วัดโดย Electrogastrogram (EGG)

วิธิจัดการกับความเครียด

วิธีการควบคุมสุขภาพจิต จากความเครียดที่เกิดจากการทำงาน เสนอโดย สถาบันความปลอดภัย และอาชีวอนามัยแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา (NIOSH) ให้ใช้กลวิธี 4 ข้อ ดังต่อไปนี้ คือ

1. ออกแบบงานให้มีการปรับปรุงสภาพงาน

2. เฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง และความรับผิดชอบทางจิต

3. ให้ข้อมูล ให้การศึกษา ฝึกอบรม

4. ให้บริการทางสุขภาพจิตแก่ผู้ปฏิบัติงาน